my article in thai

เขียนต้นฉบับนี้เมื่อ 28 ธันวาคม 2546

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์   ฉบับวันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2547   คอลัมณ์ ชุมทางราชดำเนิน

esteraor011

walking is the way …..  เดิน คือ หนทาง …..  เขียน   นพวรรณ สิริเวชกุล

   ใครหลายคนมักกล่าวว่า ชีวิตคือการเดินทาง… และการเดินทางก่อให้เกิดชีวิต… ชีวิตคนไม่เคยหยุดนิ่ง  ต้องหมุนต่อไป เดินต่อไป ก้าวต่อไป จนกว่าลมหายใจของคนๆ นั้นจะสิ้นสุด…. แม้บางครั้ง บางช่วงจังหวะของการเดิน เราอาจทำบางส่วนของชีวิตหล่นหายไปบ้างก็ตาม…..

          เวลา…เดินทางจนครบรอบของมัน พร้อมกับการเริ่มต้นใหม่ เริ่มดำเนินชีวิตใหม่ เวลาใหม่ อีกครั้ง ….. การเดินทางของเวลาควบคู่ไปกับการเดินทางของชีวิตคน….

…รอบปีที่ผ่านมา ฉันได้รู้จักกับศิลปินหญิงชาวสเปน เอสเตอร์ เฟอร์เรอร์ Esther Ferrer ผู้ไปอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสนานกว่า 20 ปี เธอเป็นศิลปินสาขาศิลปะแสดงสดที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง ด้วยการเริ่มต้นทำงานในศิลปะสาขานี้มีตั้งแต่ปีพ.ศ. 2510 แม้ว่าปัจจุบันเธอจะทำงานภาพถ่ายและศิลปะจัดวางควบคู่ไปด้วยก็ตาม

ผลงานของศิลปินหญิงผู้นี้ มักจะเต็มเปี่ยมไปด้วยเนื้อหา ซึ่งถือเป็นกระบวนการทางเวลาในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ด้วยวิธีการทำงานของเธอมักจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสามอย่างด้วยกันคือ เวลา พื้นที่ และการอยู่ที่นั่น ตรงนั้น…..

ฉันรู้จักกับเอสเตอร์ ในเทศกาลศิลปะแสดงสดเอเชียโทเปีย ที่กรุงเทพฯ แม้ว่าเธอจะเป็นศิลปินหญิงที่โด่งดังในแถบยุโรป แต่ที่บ้านเราแทบจะไม่มีใครรู้จักเธอเลย ฉันมีโอกาสสนทนากับเอสเตอร์กว่าสิบวัน  เธอเป็นผู้หญิงที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจหลายๆ อย่างแก่ฉัน ด้วยคำพูดระหว่างบทสนทนาเพียงไม่กี่คำ การเดินคือหนทาง walking is the way  เป็นหนึ่งในชุดแสดงสด ที่เธอนำมาแสดงที่นี่…

อาจถือได้ว่าเอสเตอร์เป็นศิลปินแฟมินิสต์ เธอเองก็ประกาศตัวเช่นนั้น แต่เธอกลับปฏิเสธที่จะแสดงงานศิลปะแบบแฟมินิสต์  เธอประกาศว่าทุกครั้งที่ทำงานศิลปะเธอทำงานศิลปะเท่านั้น

เอสเตอร์ได้ตั้งคำถามระหว่างการสนทนาของเราไว้ว่า ผู้หญิงในงานศิลปะนั้น มีความหมายเฉพาะตัวของผู้หญิงหรือเปล่า….และการทำงานของผู้หญิงนั้น มันมี สิ่ง ที่อยู่ ข้างใน ของตัวเองแล้ว หรือว่ามี สิ่ง ที่เรา ได้รับ จากการปรุงแต่งมาจากข้างนอก

เธอตอบกับฉันว่า สำหรับตัวเธอแล้วมันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง และมันก็เหมือนกับว่า ‘เรา’ มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะตอบโต้กับความคิดแบบผู้ชายที่อยู่ในโลกใบนี้

เอสเตอร์บอกว่า การทำงานแบบศิลปินแฟมินิสต์นั้น ถือเป็นการเสนอวิธีการแบบใหม่เป็นวิธีการแบบผู้หญิงที่สามารถถอดสัญญะบางอย่างของวิธีการทำงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ชายตลอด และสิ่งที่สำคัญสำหรับศิลปิน

แฟมินิสต์ก็คือ การเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีการมองงานศิลปะนั่นเอง

กระนั้นเธอก็ยังยืนยันกับฉันว่า สิ่งที่เธอทำอยู่มาทั้งชีวิตนั้นไม่ใช่งานศิลปะเพื่อการต่อสู้ แม้ว่ามันจะมีศิลปินหญิงส่วนหนึ่งที่ทำงานศิลปะเพื่อปกป้องค่านิยมแบบผู้หญิงอยู่ก็ตาม สำหรับตัวเธอเอง…ศิลปะมันเพียงพอแล้วกับนิยามของมันเอง และเธอไม่เคยคิดว่า ศิลปะคืออาวุธเพื่อต่อสู้กับความคิดผู้ชาย ศิลปะไม่จำเป็นที่จะต้องเอาอะไรไปอธิบายมันอีก…

กับศิลปะแสดงสดหรือ Art Performance ที่เอสเตอร์ใช้เป็นวิธีการทำงานหลักของตัวเองมาตลอดกว่า 30 ปีนี้ เธอพูดว่าศิลปะแสดงสดมันไม่ได้แยกแยะความเป็นชายเป็นหญิง แต่มันเป็นเรื่องของการใช้ร่างกาย เป็นเรื่องของปัจจุบัน และเป็นเรื่องของการอยู่ตรงนั้น…ของร่างกายที่อยู่ตรงนั้น…มันไม่ใช่งานศิลปะที่ ใช้ ร่างกาย แต่มันเป็นงานศิลปะที่

ต้องมี ร่างกายอยู่ตรงนั้น…

มีศิลปินหญิงหลายคนที่ใช้ร่างกายในงาน performance ในเรื่องของการถูกกดขี่จากผู้ชาย เธอกล่าวว่าในกรณีนี้ร่างกายของศิลปินคนนั้นจะไม่ใช่เครื่องมือทางศิลปะอีกต่อไป แต่ว่ามันได้กลับกลายเป็นเครื่องมือเพื่อดึงดูดคนดูเท่านั้น

สำหรับศิลปินหญิงบางกลุ่มที่ใช้ร่างกายเพื่อเป็นสื่อทางความคิด นั่นหมายรวมเอาตัวเธออยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ก็เพราะศิลปินหญิงกลุ่มนี้มองว่า  Art performance จะต้องประกอบไปด้วย สถานที่ เวลา และการอยู่ตรงนั้น มันไม่ได้หมายถึงการอยู่ตรงนั้นของศิลปินเพียงอย่างเดียว อีกนัยหนึ่งมันหมายถึงการอยู่ตรงนั้นของผู้ชมด้วย ทั้งสองสิ่ง เป็นสิ่งที่สำคัญเท่ากัน ….การอยู่ที่นั่นของผู้เฝ้าชมกับการอยู่ที่นั่นของศิลปิน….

ด้วยอาจเป็นเพราะว่าเธอเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม zaj ตั้งแต่ปี 2510 ที่เป็นกลุ่มศิลปินหัวก้าวหน้าในกรุงมาดริด และเป็นเพราะเธอเองสนใจในวิถีแห่งเซนเป็นการเฉพาะ เอสเตอร์จึงนำเสนอผลงานที่มักจะมีลักษณะเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยคำถามที่ท้าทายผู้ชมเสมอ

หลายๆ ครั้งที่เราคุยกัน ทำให้ฉันอดที่จะเอ่ยกับเธอไม่ได้ว่า เอสเตอร์ทำให้ฉันคิดถึงปรัชญา existentialism … ด้วยว่าหนึ่งในข้อคิดเห็นของ ฌอง ปอล ซาร์ตที่ว่าด้วย exist กับงานศิลปะนั้นคือเราต้องสร้างตัวเองขึ้นมาก่อนและต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราสร้างด้วย…. มนุษย์เราต้องสร้างตัวเองตลอดเวลา แต่ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การสร้าง…. สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือการพบตัวเองอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น…..

เธอไม่ปฏิเสธ แถมยังคุยกันต่อได้อีกยาว ด้วยว่า เราต่างมีหญิงในดวงใจคนเดียวกัน

ซีโมน เดอ โบววัวร์ กับประโยคที่เป็นอมตะไปแล้วว่า….เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เรากลายมาเป็นผู้หญิง…..

ในบทสนทนาระหว่างความเป็นหญิงของเราสองคน ฉันและเอสเตอร์ เธอถามฉันถึงความคิดเรื่องการมีลูก ซึ่งเราต่างก็ปฏิเสธด้วยกันทั้งคู่ เอสเตอร์เล่าว่า หากเมื่อยี่สิบปีที่แล้วเธอเลือกจะมีลูก ชีวิตของเธอคงจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเช่นวันนี้ วันที่ทำให้เรามีโอกาสได้รู้จักกัน ….

ทางเดินในชีวิตของเอสเตอร์ กับทางเดินในชีวิตของฉัน ทำให้เราผู้ซึ่งอยู่คนละฟากโลกได้พบกัน สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ต่างวัยกันระหว่าง ‘เรา’ ที่ต่างต้อง เดิน ในชีวิตของแต่ละคนต่อไป

….ฉันชอบเดิน และฉันมักจะเดินในงานแสดงสดของฉัน …..บางเวลา เดินเป็นเส้นตรงสม่ำเสมอ ก้าวย่างแห่งการเดินสามารถกำหนดได้หรือทั้งยากที่จะกำหนด…การเดินสามารถจะทิ้งและไม่ทิ้งร่องรอยไว้ก็ได้… เดิน คือ หนทาง… เราคิด เมื่อ เราเดิน…. ฉันไม่ได้คิดอะไรอีกเมื่อฉันหยุดเดิน…หัวของฉันทำงานพร้อมๆ กับเท้าเสมอ (บทหนึ่งใน walking is the way : Performance of Esther Ferrer)

ใช่ การเดิน คือ ชีวิต และคนเราต้อง เลือก ที่จะคิด  เลือก…ที่จะรับผิดชอบและเลือกที่สร้างทุกอย่างให้แก่ตัวเอง…. การ เลือก แต่ละครั้งของแต่ละคน ย่อมส่งผลสะเทือนต่อคนอื่นๆ ในสังคมเสมอ… และมันขึ้นอยู่ที่ว่า เรา จะเลือกทางเดินเช่นไรให้ชีวิตของตัวเราเอง…..

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s